จิตวิทยาวัยรุ่น

จิตวิทยาวัยรุ่น เราทุกคนนั้นล้วนเคยเป็นลูก แต่การที่จะเป็นพ่อแม่นั้นถือเป็นสิ่งใหม่ของใครหลาย ๆ คน จึงไม่แปลกค่ะที่หลายครอบครัวต้องมาขอรับคำแนะนำ หรือปรึกษานักจิตวิทยาเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงลูก โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีลูกวัยรุ่น ความเป็นพ่อแม่ถือเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการเรียนรู้และประสบการณ์ สิ่งที่พ่อแม่หลายคนนำมาใช้กับการเลี้ยงลูกส่วนใหญ่แล้วเป็นสิ่งที่มาจากประสบการณ์ที่ตัวพ่อแม่เองเคยประสบหรือได้รับมาก่อน เช่น จากพ่อแม่ ปูย่าตายาย ครูอาจารย์ หรือแม้แต่ตัวแบบในโทรทัศน์ สไตล์การเลี้ยงลูกของพ่อแม่แต่ละคนจึงมีความแตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว

นักจิตวิทยาแนะนำ 5 วิธีเลี้ยงลูกวัยรุ่นอย่างเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษา ส่วนใหญ่เราพบว่า “ความขัดแย้ง” ระหว่างพ่อแม่และลูกวัยรุนมักเกิดขึ้นเนื่องจากการควบคุมและจำกัดอิสระของลูกวัยรุน นั่นเป็นเพราะบางครั้งพ่อแม่ไม่เข้าใจธรรมชาติของลูกวัยรุน และพยายามใช้วิธีการเลี้ยงลูกที่เคยใช้กับลูกในวัยเด็กมาก่อน ผลที่เกิดขึ้นในกรณีนี้คือลูกมักไม่เชื่อฟังพ่อแม่เหมือนเดิมและมีความเสรีในการตัดสินใจน้อยลง ยิ่งพ่อแม่ห้ามลูกอะไรมากเท่าไร ลูกก็มักจะต่อต้านและทำตรงกันข้าม เข้าทำนองว่า “ยิ่งห้ามยิ่งยุ”

มีหลายครอบครัวที่รู้สึกกังวลและกดดันเมื่อเห็นลูกวัยรุ่นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางครั้งพ่อแม่จะรู้สึกไม่คุ้มค่าและไม่น่ารักในสายตาของลูก ลูกไม่เชื่อฟังพ่อแม่และมองเพื่อนในวัยเดียวกันเป็นที่เคารพมากกว่า ความแตกต่างนี้อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกท้องถิ่นใจ แต่โปรดรู้ว่าการเลี้ยงลูกวัยรุ่นไม่จำเป็นต้องทำให้หนักใจหรือร้องไห้เสมอไป

5 วิธี แนะนำของนักจิตวิทยา เรื่องการเลี้ยงลูกวัยรุ่น

1. ทำความเข้าใจเรื่องธรรมชาติของวัยรุ่น

พ่อแม่ทุกคนเคยผ่านช่วงวัยรุ่นในชีวิตของตน แต่มีบางคนผ่านช่วงวัยรุ่นโดยไม่เข้าใจตนเองอย่างมีความรู้สึกหรือความต้องการที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น เมื่อต้องมาเลี้ยงลูกวัยรุ่น พ่อแม่บางคนก็ยังไม่เข้าใจพฤติกรรมและการแสดงออกของลูก เนื่องจากในสมัยที่พ่อแม่เป็นวัยรุ่นก็ไม่เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของตัวเองที่เกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นเช่นกัน

อาจเกิดจากขาดความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของวัยรุ่น การไม่ได้รับคำแนะนำหรือการศึกษาเรื่องวัยรุ่น หรือการถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกัน ซึ่งส่งผลให้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยรุ่นถูกส่งต่อรุ่นหลังไม่ได้ เรามักไม่รู้ว่าวัยรุ่นคือช่วงเวลาที่สิ้นสุดของวัยเด็ก และวัยรุ่นจะต้องค้นหาอัตลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเป็น “งานประจำวัย” ตามทฤษฎีขั้นพัฒนาการทางบุคลิกภาพของอิริคสัน ถ้าวัยรุ่นถูกบังคับให้เชื่อฟังและยอมตามผู้ใหญ่ไปทั้งหมด เขาจะไม่สามารถพัฒนาตามวัยได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจเกิดปัญหาต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงระดับรุนแรงขึ้นได้

2. หมั่นทบทวนเรื่องความต้องการของตัวเองบ่อย ๆ

มีคนวัยอุดมศึกษาจำนวนหนึ่งที่เข้ามาปรึกษาด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นจากพ่อแม่ของตัวเอง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการถูกควบคุมบงการ เช่น กำหนดให้กลับบ้านก่อน 6 โมงเย็น เลือกคณะ หรือสาขาที่เรียนให้โดยที่ลูกไม่ชอบ ไม่อนุญาตให้ลูกไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่อาจไม่ทราบว่าการกระทำดังกล่าวได้สร้างความรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ใจให้กับลูกวัยรุ่นเป็นอย่างมาก

การควบคุมแบบหนักอาจทำให้ลูกรู้สึกถูกจำกัดอิสระและควบคุมมากเกินไป มันอาจสร้างความขัดแย้งและความไม่พอใจในครอบครัว การเข้าใจและสนับสนุนความสิริธรรมในการตัดสินใจของลูกเป็นสิ่งสำคัญ การสร้างโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้และเจริญเติบโตด้วยวิธีของตนเองก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเช่นกัน

3. ให้อภัยตนเองบ้าง ไม่เห็นจะต้องเป็นพ่อแม่ที่เฟอร์เฟคเลย

สิ่งที่เป็นลำบากของชีวิตอย่างหนึ่งคือการพยายามให้ทุกสิ่งเป็นสมบูรณ์แบบมากเกินไป เพราะยิ่งพยายามเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่เคยถึงความสมบูรณ์แบบ บางครั้งพ่อแม่พยายามทำทุกสิ่งให้สมบูรณ์แบบและเมื่อไม่สามารถทำให้สมบูรณ์แบบตามที่หวังไว้ได้ เขาอาจรู้สึกแย่เกี่ยวกับตัวเองหรือรู้สึกล้มเหลว

บางครั้งยิ่งพยายามรักษาความสมบูรณ์แบบมากเกินไปก็อาจทำให้เรื่องที่พยายามรักษาและรักษาความสมบูรณ์แบบกลับกลายเป็นปัญหา ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่อาจพยายามรักษาความสมบูรณ์ของครอบครัวให้เป็นพ่อแม่ลูกที่ดี แต่ก็มีการทะเลาะสวนกันต่อหน้าลูกทุกวัน หรือพยายามให้ลูกเรียนคณะที่ดีหรือเข้าสถาบันมีชื่อเสียง แต่ลูกก็เป็นโรคซึมเศร้า ในความเป็นจริงแล้ว การเป็นพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนสมบูรณ์แบบทุกด้านเลยค่ะ สิ่งสำคัญคือการยอมรับพ่อแม่ของเราในฐานะเป็นมนุษย์ พ่อแม่ทำที่ดีที่สุดแล้วเท่าที่พวกเขาสามารถทำในขณะใดก็ตามที่เงื่อนไขและสถานการณ์ที่มีให้เป็นอย่างนี้ค่ะ

4. อย่าให้ความห่วงใยกลายเป็นไม่ไว้ใจลูก

ทุกครั้งที่พบกับผู้ปกครอง พบว่ามักจะได้ยินเหตุผลที่พ่อแม่ต้องคอยควบคุมบงการลูกอยู่ตลอดเวลาว่า “เป็นห่วงลูก” ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ค่ะ เพราะพ่อแม่ทุกคนย่อมห่วงใยลูกอยู่แล้วตามสัญชาตญาณความเป็นพ่อเป็นแม่ แต่ความห่วงใยที่แฝงไปด้วยความไม่เชื่อใจนั้น ให้ผลที่แตกต่างจากความห่วงใยและไว้วางใจในตัวลูกมากค่ะ.

เนื่องจากวัยรุนเป็นวัยที่ต้องการการยอมรับอย่างมาก การถูกห้ามจากพ่อแม่อาจทำให้ลูกวัยรุนรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ยอมรับ ซึ่งจะยิ่งทำให้ลูกวัยรุนรู้สึกไม่พอใจพ่อแม่จนทำตัวห่างเหินพ่อแม่ออกไป และยิ่งถ้าลูกออกจากบ้านไปแล้วได้รับการยอมรับจากคนอื่น เขาก็จะยิ่งตีตัวออกไปจากพ่อแม่ตัวเองมากขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกัน ลูกวัยรุนที่ได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่โดยที่มีพ่อแม่คอยสนับสนุนให้กำลังใจหรือเป็นตัวช่วยยามที่เขามีปัญหา เขาก็จะยิ่งสนิทสนมกับพ่อแม่ เวลาพูดอะไรเขาก็จะไม่โต้เถียงแต่จะเก็บเอาไว้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

5. ยิ่งกลัวห่างเหินยิ่งเหินห่าง เว้นระยะช่องว่างให้ลูกวัยรุ่นบ้างก็ได้

การเปรียบเทียบการกอดกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและลูกวัยเด็กกับลูกวัยรุ่นเป็นที่น่าสนใจค่ะ เรามักจะมองเห็นว่าการกอดเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความประสบความสำเร็จและความมั่นใจให้กับลูกเด็ก แต่เมื่อเราเผยแพร่มุมมองนี้ไปยังวัยรุ่น เราจำเป็นต้องพิจารณาความต้องการและการพัฒนาทางสมองของวัยรุ่นด้วยค่ะ

ในวัยเด็ก การให้การดูแลและการกอดอาจจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความประสบความสำเร็จและความมั่นใจ เนื่องจากสมองของเด็กยังไม่พร้อมที่จะทำความเข้าใจเหตุผลและมีความเสี่ยงต่ออันตรายน้อยกว่าวัยรุ่น แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น สมองเริ่มพัฒนาและสามารถคิดเป็นระบบและใช้เหตุผลได้มากขึ้น ทำให้วัยรุ่นมีความสนใจและความรู้สึกต่าง ๆ ที่ควบคุมอารมณ์ เราควรให้วัยรุ่นมีพื้นที่และเวลาสำหรับการสร้างความเป็นตัวเอง การสนับสนุนและยอมรับความอิสระทางความคิดเห็นของวัยรุ่นนั้นจะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้และเจริญเติบโตได้อย่างมีสุขภาพทางจิตและร่างกายค่ะ.

ข้อสรุปคือ การเข้าใจและรับรู้ความต้องการของลูกในแต่ละช่วงวัยมีความสำคัญ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกจะต้องคำนึงถึงพัฒนาการทางสมองและอารมณ์ของพวกเขาในแต่ละช่วงวัยเป็นอย่างมาก

เพิ่มเติม : จิตวิทยาวัยรุ่น

หน้าแรก : จิตวิทยา

#หนังสือจิตวิทยา #จิตวิทยาความรัก #จิตวิทยาเด็ก #จิตวิทยาวัยรุ่น #จิตวิทยาคนแก่ #แนะนำหนังสือจิตวิทยา #หนังสือจิตวิทยาความรัก #วิชาจิตวิทยา #เรียนจิตวิทยา #หนังสือจิตวิทยา #หมอจิตวิทยานักจิตวิทยา #เงินเดือนจิตวิทยา #เงินเดือนนักจิตวิทยา #จิตวิทยาการเงิน